<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>การป้องกันรังสีและ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ &#8211; สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ</title>
	<atom:link href="https://elibrary.tint.or.th/category/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://elibrary.tint.or.th</link>
	<description>สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), สทน, Thailand Institute of Nuclear Technology, TINT</description>
	<lastBuildDate>Tue, 19 Oct 2021 08:56:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.0.1</generator>

<image>
	<url>https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/fav-icon.png</url>
	<title>การป้องกันรังสีและ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ &#8211; สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ</title>
	<link>https://elibrary.tint.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สัญลักษณ์เตือนภัยจากรังสีแบบใหม่</title>
		<link>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1/</link>
					<comments>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[wongsathorn]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2021 14:20:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การป้องกันรังสีและ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/tint/?p=2233</guid>

					<description><![CDATA[วิเชียร รตนธงชัย กลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ สถาบันเทค [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<pre><span style="font-weight: 400;">วิเชียร รตนธงชัย</span>

<span style="font-weight: 400;">กลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์</span>

<span style="font-weight: 400;">สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)</span>




<span style="font-weight: 400;">มีการออกสัญลักษณ์ใหม่สำหรับเตือนอันตรายจากรังสี สัญลักษณ์ที่ออกเพิ่มขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยลดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น</span>





<span style="font-weight: 400;">รูปคลื่นของรังสี กะโหลกไขว้ และคนกำลังวิ่ง เป็นสัญลักษณ์เตือนเกี่ยวกับรังสีที่ออกใหม่ เพิ่มเติมจากของเดิม ที่มีสัญลักษณ์ของรังสี เป็นรูปใบพัดสามแฉก</span>

<span style="font-weight: 400;">สัญลักษณ์ใหม่นี้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency หรือ IAEA) และ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization หรือ ISO) นำออกใช้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2007 เพื่อให้ช่วยลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น ที่เกิดจากการได้รับรังสีจากต้นกำเนิดรังสีขนาดใหญ่โดยอุบัติเหตุ ซึ่งจะนำมาใช้เพิ่มเติมจากสัญลักษณ์รูปใบพัดสามแฉก ที่อาจจะไม่สื่อความหมาย หรือทราบกันไม่มากนักในกลุ่มผู้ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว</span>

<img loading="lazy" class="size-large wp-image-2235 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-4-1-1024x1024.png" alt="" width="800" height="800" srcset="https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-4-1-1024x1024.png 1024w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-4-1-300x300.png 300w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-4-1-150x150.png 150w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-4-1-768x768.png 768w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-4-1.png 1081w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" />


<span style="font-weight: 400;">Ms. Eliana Amaral ผู้อำนวยการ Division of Radiation, Transport and Waste Safety ของ IAEA กล่าวว่า “ดิฉันเชื่อว่าความร่วมมือกันในระดับนานาชาติขององค์กรที่เชี่ยวชาญทั้งสอง จะทำให้เชื่อมั่นได้ว่ามาตรฐานใหม่ จะได้รับการยอมรับและนำไปใช้โดยภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัย ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ การป้องกันอันตรายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม”</span>

<span style="font-weight: 400;">สัญลักษณ์ใหม่นี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะใช้เตือนให้ระวัง สำหรับทุกคนและทุกแห่งที่อาจจะมีอันตราย เนื่องจากอยู่ใกล้กับต้นกำเนิดรังสีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการ 5 ปี ที่ดำเนินการอยู่ใน 11 ประเทศทั่วโลก สัญลักษณ์นี้ได้รับการทดสอบกับประชาชนหลายกลุ่มที่มีหลายช่วงอายุ มีพื้นฐานการศึกษาที่แตกต่างกัน ทั้งชายและหญิง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ต้องการสื่อสารว่า “อันตราย-ห้ามเข้าใกล้” มีความเข้าใจได้อย่างชัดเจนกับทุกคน</span>




<span style="font-weight: 400;">Carolyn Mac Kenzie ซึ่งเป็นผู้ชำนัญพิเศษด้านรังสี (radiation specialist) ของ IAEA ที่เป็นผู้ช่วยพัฒนาสัญลักษณ์นี้ กล่าวว่า “เราไม่สามารถสอนทุกคนในโลกเกี่ยวกับเรื่องรังสี แต่เราสามารถเตือนผู้คนถึงอันตรายจากรังสี ได้ด้วยป้ายสติกเกอร์”</span>




<span style="font-weight: 400;">สัญลักษณ์ใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์ นักออกแบบกราฟิก และผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันรังสี รวมทั้งสถาบันแกลลัป (Gallup) ได้ทดสอบกับประชาชน 1,650 คน ในประเทศบราซิล เม็กซิโก โมร็อกโก เคนยา ซาอุดีอาระเบีย จีน อินเดีย โปแลนด์ ยูเครน สหรัฐอเมริกา และประเทศไทย</span>




<span style="font-weight: 400;">สัญลักษณ์นี้ มีจุดมุ่งหมายที่จะใช้สำหรับต้นกำเนิดรังสีประเภท 1, 2 และ 3 ของ IAEA ซึ่งได้กำหนดตามระดับของอันตราย ที่จะทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมทั้งเครื่องฉายรังสีอาหาร (food irradiators) เครื่องฉายรังสีรักษาสำหรับใช้รักษามะเร็ง และอุปกรณ์การถ่ายภาพด้วยรังสีทางอุตสาหกรรม สัญลักษณ์นี้จะติดไว้ที่อุปกรณ์ที่บรรจุต้นกำเนิดรังสี เพื่อเตือนไม่ให้เข้าใกล้ หรือไม่ให้ถอดส่วนที่ห่อหุ้มออก สัญลักษณ์นี้จะไม่เห็นเมื่อใช้งานตามปกติ ยกเว้นเมื่อมีผู้พยายามแยกชิ้นส่วนของอุปกรณ์ออก สัญลักษณ์นี้จะไม่ติดไว้ที่ประตูทางเข้าของอาคาร บนหีบห่อหรือตู้บรรจุสินค้า (container) สำหรับขนส่ง</span>




<span style="font-weight: 400;">Alan Bryden เลขาธิการ ISO กล่าวว่า “สัญลักษณ์เตือนภัยจากรังสีแบบใหม่นี้ (ISO 21482) ถือเป็นความสำเร็จล่าสุดของความร่วมมืออันยาวนานของ IAEA กับ ISO เราสนับสนุนให้ทุกประเทศนำสัญลักษณ์นี้ไปใช้ในทันที”</span>




<span style="font-weight: 400;">ผู้ผลิตต้นกำเนิดรังสีหลายแห่ง มีแผนที่จะใช้สัญลักษณ์นี้กับต้นกำเนิดรังสีขนาดใหญ่ที่ผลิตขึ้นใหม่ เพื่อนำสัญลักษณ์ที่พัฒนาขึ้นโดย IAEA มาใช้กับต้นกำเนิดรังสีขนาดใหญ่</span>

<span style="font-weight: 400;">ถอดความจาก New Symbol Launched to Warn Public About Radiation Dangers</span>

<span style="font-weight: 400;">เว็บไซต์ www.iaea.org โดย IAEA Press Office</span>

</pre>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วัสดุกำบังรังสี (SHIELDING)</title>
		<link>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5-shielding/</link>
					<comments>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5-shielding/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[wongsathorn]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2021 14:16:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การป้องกันรังสีและ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/tint/?p=2214</guid>

					<description><![CDATA[นางสาวเยาวลักษณ์ วาหะรักษ์ ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยทั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นางสาวเยาวลักษณ์ วาหะรักษ์ ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา ดร. อุดร ยังช่วย งานปฏิบัติการความปลอดภัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เมื่อรังสีกระทบต่อสิ่งมีชีวิตจะก่อให้เกิดผลตามมาโดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดรังสี พลังงานของรังสี ปริมาณรังสี และชนิดของอวัยวะที่รังสีตกกระทบ รังสีที่ก่อให้เกิดการแตกตัวเป็นไอออน (ionizing radiation) นั้นมีผลต่อสิ่งมีชีวิตโดยทำให้อะตอม โมเลกุลภายในเซลล์ และระบบการทำงานของเซลล์เปลี่ยนไปและเกิดอาการผิดปกติในร่างกายขึ้นได้ ดังนั้นในการทำงานเกี่ยวข้องกับรังสีผู้ปฏิบัติงานควรที่จะมีเครื่องกำบังรังสี (shielding) เพื่อลดปริมาณรังสีที่จะเข้าสู่ร่างกาย การเลือกใช้ชนิดเครื่องกำบังรังสี ต้องคำนึงถึง ความแรงรังสีของต้นกำเนิดรังสี ชนิดของรังสี/พลังงานรังสี เช่น รังสีแกมมา รังสีบีตาพลังงานสูง รังสีบีตาพลังงานต่ำ รังสีแอลฟา ค่าที่ยอมรับได้หลังจากผ่านเครื่องกำบังรังสี เช่น ค่าที่ยอมให้ผู้ปฏิบัติงานรับได้ในระหว่างปฏิบัติงาน จากรูปที่ 1. แสดงให้เห็นว่า ชนิดของรังสี/พลังงานรังสีที่แตกต่างกันไป มีอำนาจทะลุทะลวงต่างกัน และต้องการเครื่องกำบังรังสีต่างชนิดกันด้วย <img loading="lazy" class="size-large wp-image-3776 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-39-1024x1024.png" alt="" width="800" height="800" srcset="https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-39-1024x1024.png 1024w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-39-300x300.png 300w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-39-150x150.png 150w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-39-768x768.png 768w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-39-1536x1536.png 1536w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-39-2048x2048.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">รังสีแกมมา ต้องใช้วัสดุที่มีความหนาแน่นสูง เช่น ตะกั่ว เหล็ก คอนกรีตหนา ฯลฯ รังสีนิวตรอนต้องอาศัยวัสดุที่มีไฮโดรเจนสูง เช่น น้ำ พาราฟิน ส่วนรังสีนิวตรอนที่มีพลังงานต่ำ (thermal neutron) ก็อาจจะใช้วัสดุที่มีการดูดกลืนนิวตรอนสูง (high neutron absorption) เช่น แคดเมียม เป็นต้น (ตารางที่ 1)</span> <b>ตารางที่ 1 วัสดุกำบังรังสีแบ่งตามชนิดของรังส</b><span style="font-weight: 400;">ี</span></td>
</tr>
<tr>
<td>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><b>ชนิดของรังสี</b></td>
<td><b>ชนิดของเครื่องกำบังรังสี</b></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">แอลฟา</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ไม่จำเป็น</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">บีตาพลังงานต่ำ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ไม่จำเป็น</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">บีตาพลังงานสูง</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">พลาสติก</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">รังสีเอกซ์และแกมมา</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">คอนกรีต/ตะกั่ว/เหล็ก</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">นิวตรอน</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">คอนกรีต/น้ำ/ polythene/พาราฟิน</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>หลักการออกแบบเครื่องกำบังรังสีเบื้องต้น รังสีในแนวขนาน ซึ่งประกอบด้วย อนุภาคที่ไม่มีประจุเป็นจำนวนมาก N0 ตกกระทบตั้งฉากกับแผ่นวัสดุซึ่งมีความหนา L (รูปที่ 2) สมมุติให้กรณีนี้ แต่ละอนุภาคถูกดูดกลืนโดยสมบูรณ์ ในอันตรกิริยาเดี่ยว ผลที่เกิดขึ้น จะไม่มีการกระจายของรังสีทุติยภูมิ หรืออนุภาคไม่มีประจุ จะผ่านเข้าไปในแผ่นวัสดุ ด้วยพลังงานและทิศทางในแนวเส้นตรง <img loading="lazy" class="size-large wp-image-3777 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-18-1024x1024.png" alt="" width="800" height="800" srcset="https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-18-1024x1024.png 1024w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-18-300x300.png 300w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-18-150x150.png 150w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-18-768x768.png 768w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-18-1536x1536.png 1536w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-18-2048x2048.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /> ให้ μ เป็นความน่าจะเป็นของอันตรกิริยาของแต่ละอนุภาคต่อวัสดุ ที่มีความหนาของภาคตัดขวาง 1 หน่วย ดังนั้นความน่าจะเป็นที่จะเกิดอันตรกิริยาต่อความหนา dl คือ μdl ถ้าอนุภาคจำนวน N ตกกระทบความหนา dl การเปลี่ยนของ dN จากจำนวน N เนื่องจากถูกดูดกลืนสามารถเขียนได้ดังนี้ <img loading="lazy" class=" wp-image-2229 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/11.png" alt="" width="129" height="66" /> เมื่อ μ มีหน่วยเป็น cm-1 หรือ m-1 และ สอดคล้องกับ cm หรือ m (เซนติเมตร หรือเมตร) เศษส่วนการเปลี่ยนแปลงค่า N เนื่องจากการถูกดูดกลืนของอนุภาคในความหนา dl สามารถเขียนได้เป็น <img loading="lazy" class="size-full wp-image-2228 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/12.png" alt="" width="173" height="73" /> อินทิเกรตตามความลึก l จาก 0 ถึง L และสอดคล้องกับความน่าจะเป็นของจำนวนอนุภาคจาก N0 ถึง NL ดังนี้ <img loading="lazy" class="size-full wp-image-2227 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/13.png" alt="" width="250" height="190" /> สมการ (3) เรียกว่า The Law of Exponential Attenuation ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้กับกรณีการดูดกลืนอย่างง่าย ไม่มีการกระเจิงหรือการแผ่รังสีแบบทุติยภูมิ หรืออาจจะมีการกระเจิงและมีอนุภาคทุติยภูมิเกิดขึ้นแต่ไม่นับว่าเป็น NL ส่วนค่า μ คือสัมประสิทธิ์การดูดกลืนเชิงเส้น เมื่อหารด้วยความหนาแน่นของของตัวกลางที่ดูดกลืนจะได้สัมประสิทธิ์การดูดกลืนเชิงมวล บางครั้ง μ หมายถึงสัมประสิทธิ์การดูดกลืนของลำรังสีแคบ หากแทนที่สมการ (3) ด้วยทฤษฎีบททวินาม จะได้ <img loading="lazy" class="size-full wp-image-2226 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/14.png" alt="" width="331" height="82" srcset="https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/14.png 331w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/14-300x74.png 300w" sizes="(max-width: 331px) 100vw, 331px" /> ถ้า μ มีค่าน้อยมาก สามารถประมาณค่าได้ด้วย (1- μL) ถ้า μL&lt; 0.05 สามารถประมาณค่าได้ดังนี้คือ <img loading="lazy" class="size-full wp-image-2225 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/15-1.png" alt="" width="196" height="79" /> อ้างอิง 1.สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , การป้องกันอันตรายจากรังสีระดับ 1 2.Frank H.Attix, Inrtoduction to Radiological Physics And Radiation Dosimetry, USA, 1986 3.www.oap.go.th 4.www.tint.or.th</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%94%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5-shielding/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลของรังสีต่อสิ่งมีชีวิต</title>
		<link>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/</link>
					<comments>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[wongsathorn]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2021 12:19:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การป้องกันรังสีและ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/tint/?p=2111</guid>

					<description><![CDATA[นางสาวสุรีรัตน์ หมาดหมาน ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยทักษ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นางสาวสุรีรัตน์ หมาดหมาน ภาควิชาฟิสิกส์<br />
มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา ดร. อุดร ยังช่วย<br />
งานปฏิบัติการความปลอดภัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)</p>
<p>รังสี คือ พลังงานในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และกระแสของอนุภาคเล็ก ๆ ที่มีความเร็วสูง และมีอยู่แล้วในธรรมชาติรอบตัวเรา รังสีอาจจะมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ หากมีพลังงานและความเข้มของรังสีสูง ดังนั้น การใช้ประโยชน์จากรังสี และสารกัมมันตรังสี จึงต้องจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานและสาธารณชน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลวิชาการประเมินว่า มนุษย์ได้รับรังสีส่วนใหญ่จากธรรมชาติ เนื่องจากรังสีเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น เมื่อกระทบวัสดุต่าง ๆ และสิ่งมีชีวิตก็ย่อมเกิดผลกระทบขึ้นได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างได้แก่ ชนิดของรังสี พลังงานของรังสี ปริมาณของรังสี และชนิดของอวัยวะที่รังสีตกกระทบ ทั้งนี้ โดยที่เซลล์เนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ แต่ละส่วน ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้น มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อรังสีแตกต่างกันไป รังสีที่แผ่ออกจากธาตุกัมมันตรังสี เมื่อผ่านเข้าไปในสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย จะทำให้เกิดการแตกตัว เป็นไอออนของอะตอม ตามแนวทางที่รังสีผ่านไป ทำให้เกิดผลเสียต่อสิ่งมีชีวิต 2 แบบ คือ <strong>ผลชัดเจน (deterministic effect)</strong> ผลที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับรังสีปริมาณเกินขีดเริ่มเปลี่ยน ทำให้เห็นผลกระทบอย่างชัดเจน ผลนี้จะแปรผันตรงกับปริมาณรังสีที่ได้รับ เช่น เกิดเป็นผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง ผมร่วง เซลล์ตาย เป็นแผลเปื่อย ภาวะเกิดพังผืดที่ปอด (fibrosis of the lung) มะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ต้อกระจก (cataracts) ซึ่งร่างกายจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสีที่ได้รับ ส่วนของร่างกายที่ได้รับรังสี และอายุของผู้ได้รับรังสี ดังนั้นผู้ได้รับรังสีหากมีอายุน้อยแล้วอันตรายเนื่องจากรังสีจะมีมากกว่าผู้ที่มีอายุมาก ในทารกแรกเกิดแล้วอาจได้รับอันตรายถึงพิการหรือเสียชีวิตได้ ข้อมูลที่ได้จากการใช้ลูกระเบิดนิวเคลียร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ และการใช้รังสีทางการแพทย์ ทำให้สามารถแบ่งกลุ่มอาการได้รับรังสีทั่วร่างกายออกได้เป็น 3 กลุ่ม โดยต้องเกิดภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ ดังนี้ ได้รับรังสีภายในระยะเวลาสั้น ๆ (นาที) ทั่วร่างกายได้รับรังสี ต้นกำเนิดรังสีอยู่ภายนอกร่างกายและเป็นรังสีชนิดที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูง โดยในกลุ่มอาการทั้ง 3 จะมีระยะของการตอบสนองดังนี้ ระยะเตือนล่วงหน้า (prodromal stage) – อาเจียน ผิวหนังเป็นผื่นแดง หายใจไม่สะดวก ตาอักเสบ มีไข้ ระยะแฝง (latent stage) – ไม่มีการแสดงผล อาการออกมา ระยะแสดงผล (manifest stage) – มีไข้ ท้องร่วง ติดเชื้อ เม็ดเลือดลดลง โลหิตออก ผมร่วง ผิวหนังพอง บวม และเป็นแผลลึก ปวดท้องรุนแรง กล้ามเนื้อไม่ทำหน้าที่ร่วมกัน ดังนั้นแม้มนุษย์ได้รับรังสีทั่วร่างกาย แต่ผลที่เกิดขึ้นต่ออวัยวะต่าง ๆ จะไม่เท่ากันดังตารางต่อไปนี้</p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>
<ul>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ระยะเตือนล่วงหน้า (prodromal stage)</span> <span style="font-weight: 400;">– อาเจียน ผิวหนังเป็นผื่นแดง หายใจไม่สะดวก ตาอักเสบ มีไข้</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ระยะแฝง (latent stage)</span> <span style="font-weight: 400;">– ไม่มีการแสดงผล อาการออกมา</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">ระยะแสดงผล (manifest stage)</span> <span style="font-weight: 400;">– มีไข้ ท้องร่วง ติดเชื้อ เม็ดเลือดลดลง โลหิตออก ผมร่วง ผิวหนังพอง บวม และเป็นแผลลึก ปวดท้องรุนแรง กล้ามเนื้อไม่ทำหน้าที่ร่วมกัน</span></li>
</ul>
<p><span style="font-weight: 400;">ดังนั้นแม้มนุษย์ได้รับรังสีทั่วร่างกาย แต่ผลที่เกิดขึ้นต่ออวัยวะต่าง ๆ จะไม่เท่ากันดังตารางต่อไปนี้</span><b>ค่าปรับเทียบตามชนิดเนื้อเยื่อ (tissue weighting factor) ของอวัยวะต่าง ๆ</b></td>
</tr>
<tr>
<td>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><b>อวัยวะ</b></td>
<td><b>tissue weighting factor</b></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">อวัยวะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ (gonad)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.20</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ไขกระดูก (bone marrow)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.12</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ลำไส้ใหญ่ (colon)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.12</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ปอด (lung)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.12</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">กระเพาะ (stomach)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.12</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">กระเพาะปัสสาวะ (bladder)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.05</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">เต้านม (breast)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.05</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ตับ (liver)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.05</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">หลอดอาหาร (esophagus)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.05</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ต่อมไทรอยด์ (thyroid)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.05</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ผิวหนัง (skin)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.01</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ผิวกระดูก (bone surface)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.01</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">อวัยวะอื่น ๆ (remainder)</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">0.05</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">                      ที่มา: ICRP Publication 60, 1994</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ผลของรังสีต่อสิ่งมีชีวิต<br />
*tissue weighting factor หมายถึง ค่าปรับเทียบตามชนิดเนื้อเยื่อ ซึ่งแสดงถึงผลกระทบจากรังสี ที่มีต่อเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต่าง ๆ</p>
<p><img loading="lazy" class="size-large wp-image-3732 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-16-1024x512.png" alt="" width="800" height="400" srcset="https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-16-1024x512.png 1024w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-16-300x150.png 300w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-16-768x384.png 768w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-16-1536x768.png 1536w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-3-16-2048x1024.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ผลไม่ชัดเจน (stochastic effect)<br />
เป็นผลของรังสีต่อสิ่งมีชิวิต ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ของผู้ได้รับรังสีที่ปริมาณน้อย ๆ ในระยะเวลาที่นาน ๆ ผลของรังสีต่อร่างกายมนุษย์ในระยะยาวสามารถสรุปได้ดังนี้<br />
การเกิดมะเร็ง มะเร็งซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากรังสี ได้แก่มะเร็งของเม็ดเลือดขาว ผิวหนัง กระดูก ปอด ไทรอยด์ เต้านม ซึ่งจะมีระยะแอบแฝงประมาณ 20-30 ปี ยกเว้นมะเร็งเม็ดเลือดขาวซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 7-12 ปี และหากเกิน 20 ปีไปแล้วอุบัติการณ์จะสู่ปกติ<br />
อายุสั้น ผู้ได้รับรังสีจะมีอายุสั้นกว่าที่ควร</p>
<p>การถ่ายทอดไปยังลูกหลาน ถ้ามีการผ่าเหล่าเกิดขึ้นกับเซลล์สืบพันธุ์ (germ cells) ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่ความผิดปกติจะถ่ายทอดไปยังลูกหลานจากประสบการณ์ตรวจสอบผลจากรังสีจากการทิ้งลูกระเบิดนิวเคลียร์ และการศึกษาวิจัยและปฏิบัติงาน เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ รังสี และ วัสดุกัมมันตรังสี ตลอดช่วงเวลา 100 ปี ที่ผ่านมา ได้มีการสรุปผลความเสี่ยงและอันตรายของรังสีต่อมนุษย์ และสรุปเป็นเกณฑ์อันตรายของรังสีดังนี้</p>
<p>ระดับความแรงรังสีและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<table style="height: 375px;" width="1087">
<tbody>
<tr>
<td>
<table>
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ความแรงรังสีระดับ 10,000 มิลลิซีเวิร์ต ในระยะเวลาสั้น ๆ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เกิดการบาดเจ็บทางรังสีทันที และทำให้ถึงแก่ความตายใน 2-3 สัปดาห์</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ความแรงรังสีระดับ 1,000 มิลลิซีเวิร์ต ในระยะเวลาสั้น ๆ</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เกิดการบาดเจ็บทางรังสี เช่นคลื่นไส้ อาเจียน แต่ไม่ถึงตาย และอาจเกิดเป็นมะเร็งในระยะ หลัง</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ความแรงรังสีระดับ 20 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">เกณฑ์ความปลอดภัยทางรังสี สำหรับผู้ปฏิบัติงาน ในสถานปฏิบัติงานทางรังสี</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ความแรงรังสีระดับ 2 มิลลิซีเวิร์ตต่อปี</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ระดับรังสีปกติในธรรมชาติ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="font-weight: 400;">ความแรงรังสีระดับ 0.05 มิลลิซีเวิร์ต</span></td>
<td><span style="font-weight: 400;">ระดับรังสีสูงสุด ที่ยอมให้มีอยู่ ณ รอบบริเวณสถานปฏิบัติงานนิวเคลียร์</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่มา: &#8220;Radioactivity and Risk&#8221;, University of Michigan, August 1996. เอกสารอ้างอิง สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , การป้องกันอันตรายจากรังสีระดับ 1 Eric J.Hall, Radiobiology for the Radiologist, the United States of America, 1994. www.egat.co.th www.did.go.th ศัพทานุกรมนิวเคลียร์, สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ, 2547</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทอเรียม : ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์</title>
		<link>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad/</link>
					<comments>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[wongsathorn]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2021 07:47:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การป้องกันรังสีและ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/tint/?p=1905</guid>

					<description><![CDATA[ทอเรียม : ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left;">ทอเรียม : ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์<br />
Thorium: A safer alternative for nuclear power generation?</p>
<p><span style="font-weight: 400;">โกมล อังกุรรัตน์</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">ศูนย์ไอโซโทปรังสี</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span><span style="font-weight: 400;">สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)</span></p>
<p><img loading="lazy" class="size-large wp-image-1907 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-11-2-1024x512.png" alt="" width="800" height="400" srcset="https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-11-2-1024x512.png 1024w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-11-2-300x150.png 300w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-11-2-768x384.png 768w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-11-2-1536x768.png 1536w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-11-2-2048x1024.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="font-weight: 400;">โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ทอเรียมสามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดกว่าและมีปริมาณที่มากกว่ายูเรเนียม ความต้องการพลังงาน ของโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นโดยตลอด แต่ถูกจำกัดด้วยอุปทานของเชื้อเพลิงฟอสซิล และความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบ ของการปลดปล่อยแก๊สซคาร์บอนไดออกไซด์ในสภาพแวดล้อม ทำให้มีการกระตุ้นความสนใจเพิ่มขึ้นในการใช้ พลังงานนิวเคลียร์ แต่คำว่า </span><span style="font-weight: 400;">“นิวเคลียร์”</span><span style="font-weight: 400;"> นำมาซึ่งความกลัว ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องกากกัมมันตรังสีที่เป็นผลผลิต จากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และมีความเป็นไปได้ของการเกิดอุบัติเหตุหายนะดังเหตุการณ์ล่าสุดในประเทศญี่ปุ่น และความมีความเชื่อมโยงกันระหว่างพลังงานนิวเคลียร์กับอาวุธนิวเคลียร์ แต่ถ้าสิ่งที่กังวลอยู่นี้ ในการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานนิวเคลียร์ทำให้ความเสี่ยงดังกล่าวลดลงอย่างมาก จะทำอย่างไร ? คำตอบที่อาจเป็นไปได้คือทอเรียม ธาตุโลหะสีเงินที่มีอยู่มากมาย สะอาดกว่าและสามารถนำมาผลิตพลังงานได้มากกว่ายูเรเนียม ทอเรียมแตกต่างจาก ยูเรเนียม และพลูโทเนียม อย่างไร ? ทำไม่ถึงไม่ถูกนำมาใช้ ? ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันว่าการทำงานของ พลังงานนิวเคลียร์ เป็นอย่างไร</span></p>
<p>อะไรคือพลังงานนิวเคลียร์ ?<span style="font-weight: 400;"><br />
</span>            <span style="font-weight: 400;">คำว่า</span><span style="font-weight: 400;"> “นิวเคลียร์”</span><span style="font-weight: 400;"> หมายถึงนิวเคลียสหรือใจกลางที่หนาแน่นของอะตอม ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์กำลัง นิวเคลียสเหล่านี้จะถูกแบ่งออกเป็นส่วนเล็ก ๆ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า </span><span style="font-weight: 400;">“ฟิชชัน”</span><span style="font-weight: 400;"> โดยอนุภาคย่อยของอะตอม ที่รู้จักกันว่า </span><span style="font-weight: 400;">“นิวตรอน”</span><span style="font-weight: 400;"> ไปชนกับนิวเคลียสของอะตอมของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่เหมาะสม (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอโซโทปของธาตุหนักอย่างยูเรเนียมและพลูโทเนียม) ทำให้อะตอมแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน แต่ละครั้งที่เกิดฟิชชัน เป็นผลให้เกิดการปลดปล่อยแผ่รังสีออกมา ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและพลังงานจลน์ในชิ้นส่วนของ นิวเคลียส ที่แตกออก ผลกระทบนี้จะเป็นสองเท่า การปลดปล่อยพลังงานทำให้เกิดความร้อน และมีการปลดปล่อยนิวตรอน ออกมาด้วย และเป็นตัวที่ทำให้เกิดกระบวนการฟิชชันกับอะตอมอื่น ๆ ต่อไป</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">ในวัสดุที่ใช้มาเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ปฏิกิริยานี้จะเกิดเป็น </span><span style="font-weight: 400;">“ปฏิกิริยาลูกโซ่”</span><span style="font-weight: 400;"> และเกิดต่อ ๆ กันไปเรื่อย ด้วยตัวเองได้ เมื่อเกิดขึ้นในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เรียกกันว่าสภาวะ </span><span style="font-weight: 400;">“วิกฤต”</span><span style="font-weight: 400;"> ในอาวุธนิวเคลียร์แบบฟิชชัน มวลของพลูโทเนียม หรือยูเรเนียม จะมากกว่ามวลที่เกินจากสภาวะวิกฤต และทำให้มวลนี้มารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ภายใต้ปริมาณนิวตรอนที่ท่วมท้นจากอุปกรณ์ที่รู้จักกันว่า </span><span style="font-weight: 400;">“ตัวริเริ่ม initiator”</span><span style="font-weight: 400;"> การปลดปล่อยพลังงานจะเป็นไปอย่าง รวดเร็วมาก และเป็นผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขนาดใหญ่</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ปฏิกิริยานี้จะเป็นไปอย่างช้า ๆ และสามารถที่จะควบคุมได้ ความร้อนที่ผลิตได้ จะถูกควบคุมเพื่อมาทำให้น้ำเดือด ได้เป็นไอน้ำมาหมุนกังหันผลิตกระแสไฟฟ้า อันเป็นหลักการที่ถือปฏิบัติ สำหรับทศวรรษที่ผ่านมา การใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตไฟฟ้าเริ่มต้นเมื่อ </span><span style="font-weight: 400;">27 มิถุนายน 1954</span><span style="font-weight: 400;"> ที่โรงไฟฟ้า Obninsk ในอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย และได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องกว้างขวางในประเทศจำนวนมากจนปัจจุบันนี้</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">เป็นสิ่งที่แน่นอนที่มีปัญหาที่ต้องคำนึงถึงที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ ปฏิกิริยาฟิชชันทำให้เกิด กากกัมมันตรังสี ที่จะต้องมีกระบวนการจัดการที่รัดกุม ในการจัดเก็บและการรักษาความปลอดภัย และอาจก่อให้เกิด ความเสี่ยง ต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม มีความเป็นไปได้ที่การเดินเครื่องอาจจะมีการสูญเสียการควบคุม ของปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้เกิดการปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกมา หรือหมายถึงการหลอมละลายของ แกนเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ อาจจะนำไปใช้เพื่อผลิตวัสดุที่เหมาะสม สำหรับอาวุธนิวเคลียร์</span></p>
<p>เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ทันสมัย<span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลักอยู่สองประเภทที่ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ คือ </span><span style="font-weight: 400;">เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำอัดความดัน</span><span style="font-weight: 400;"> (pressurized water reactor: PBR) และ</span><span style="font-weight: 400;">เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด</span><span style="font-weight: 400;"> (boiling water reactor: BWR) ซึ่งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งสองชนิดนี้ ใช้ยูเรเนียมในรูปของยูเรเนียมออกไซด์มาทำเป็น เชื้อเพลิงแบบแท่ง การควบคุมสภาวะวิกฤตของเครื่องก็โดยการใช้แท่งควบคุม ซึ่งเมื่อยกแท่งควบคุมขึ้นก็จะทำให้ ปฏิกิริยาลูกโซ่ ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง เครื่องจะสามารถหยุดการเดินเครื่องหรือการ </span><span style="font-weight: 400;">“scrammed”</span><span style="font-weight: 400;"> ก็โดยการปล่อยให้ แท่งควบคุม ตกอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามกระบวนการควบคุมนี้ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อผิดพลาด</span></p>
<p>ความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดมวลวิกฤต ความเป็นไปได้ที่จะแปลงสถานะเป็นวัสด ที่เกิดการแบ่งแยก นิวเคลียสได้ และศักยภาพ ของทอเรียม (criticality, fertility and the potential of thorium)<span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">ธาตุทอเรียมเป็นชื่อเทพแห่งสายฟ้า อาจเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าที่จะใช้เป็น เชื้อเพลิง ผลิตพลังงาน ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทอเรียมและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อื่น ๆ คือ ทอเรียมไม่สามารถดำเนิน ความต่อเนื่องของปฏิกิริยาลูกโซ่ ด้วยตัวเองได้ วัสดุที่ทำให้เกิดกระบวนการฟิชชันได้ เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียม สามารถที่จะทำให้ปฏิกิริยาลูกโซ่ไปด้วยความต่อเนื่อง นอกจากนี้วัสดุที่เกิดฟิชชันได้สามารถเกิดขึ้นได้จากทอเรียม ที่ไม่ได้เป็นวัสดุเกิดฟิชชันได้ แต่เป็น</span><span style="font-weight: 400;">วัสดุเฟอร์ไทล์</span><span style="font-weight: 400;"> (fertile material) คือตัวทอเรียมเองสามารถใช้ผลิต วัสดุเกิดฟิชชันได้ ถ้าเกิดปฏิกิริยากับแหล่งกำเนิดนิวตรอนภายนอก</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">คาดว่าปริมาณของทอเรียมมีมากกว่าสามถึงสี่เท่าในเปลือกโลก และมันมีข้อดีกว่า โดยทอเรียมที่มีอยู่ ในธรรมชาติมีอยู่เพียงไอโซโทปเดียว ทำให้มีความเหมาะสมที่จะนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ โดยไม่ต้องผ่าน กระบวนการเสริมสมมรรถนะ เพื่อเพิ่มปริมาณ เปอร์เซ็นต์ไอโซโทปที่ต้องการ เพื่อความสะดวกในการใช้ เชื้อเพลิงทอเรียมสามารถนำมาใช้ในรูปของสารละลายเกลือ</span></p>
<p>ระบบขับดันฟิชชันด้วยเครื่องเร่งอนุภาค<span style="font-weight: 400;"> </span>(Accelerator Driven System)<span style="font-weight: 400;"><br />
</span>            <span style="font-weight: 400;">ปฏิกิริยาฟิชชันเกิดขึ้นได้โดยกระบวนการที่ทอเรียมจับยึดนิวตรอนเป็นไอโซโทปที่หนักกว่า และเกิดการสลาย อย่างรวดเร็วของธาตุ</span><span style="font-weight: 400;">โปรแทกทิเนียม</span><span style="font-weight: 400;"> (protactinium) แล้วสลายต่อไปเป็นยูเรเนียม-233 ซึ่งสามารถเกิดฟิชชันได้ เมื่อเกิดรวมตัวกับนิวตรอน (จับยึดนิวตรอน) แต่จำนวนนิวตรอนที่เกิดขึ้นไม่เพียงพอ สำหรับทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ของตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงต้องมี</span><span style="font-weight: 400;">เครื่องเร่งอนุภาค </span><span style="font-weight: 400;">(accelerator) เพื่อเป็นแหล่งของนิวตรอนสำหรับทำให้เกิดฟิชชัน ดังนั้น ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทอเรียมจึงต้องมีแหล่งกำเนิดนิวตรอนภายนอก เรียกว่า </span><span style="font-weight: 400;">ระบบขับดันฟิชชันด้วยเครื่องเร่งอนุภาค </span><span style="font-weight: 400;">(accelerator driven system: </span><span style="font-weight: 400;">ADS</span><span style="font-weight: 400;">)</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">ระบบ </span><span style="font-weight: 400;">ADS</span><span style="font-weight: 400;"> นี้ต้องให้เกียรติแก่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อ </span><span style="font-weight: 400;">Carlo Rubbia</span><span style="font-weight: 400;"> แห่ง (European Organization for Nuclear Research: </span><span style="font-weight: 400;">CERN</span><span style="font-weight: 400;">) ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี1984 ระบบ </span><span style="font-weight: 400;">ADS</span><span style="font-weight: 400;"> ทำให้ขนาดของ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ มีขนาดเล็กกว่าเครื่องแบบอื่น และเมื่อหยุดเดินเครื่อง ระบบ </span><span style="font-weight: 400;">ADS</span><span style="font-weight: 400;"> ก็ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลีย์ หยุดลงด้วย ทั้งนี้จะแตกต่างจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ยูเรเนียม เมื่อหยุดเดินเครื่องแล้วและไม่อยู่ในสภาพมวลวิกฤต ก็ยังมีความร้อนที่เกิดจารกระบวนการสลายของไอโซโทปต่าง ๆ ของผลผลิตฟิชชัน และความร้อนจากรังสีแกมมา จึงยังต้องมีระบบหล่อเย็นทำงานอยู่ตลอดเวลา</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทอเรียม จะมีบางส่วนของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ชนิดอื่นรวมอยู่ด้วย เพื่อที่จะช่วยให้ การเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบนี้ จึงสามารถที่จะใช้ในการผลิต พลังงานจากวัสดุดังเช่น พลูโทเนียม ที่แยกออกมาจากอาวุธนิวเคลียร์ที่ปลดประจำการ มันจึงเป็นส่วนที่ทำให้แน่ใจว่า การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบนี้ ทำให้การที่จะแยกเอาวัสดุที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาฟิชชัน เพื่อนำมาทำเป็น อาวุธนิวเคลียร์เป็นไปไม่ได้</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">แม้ว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหลายจะทำให้เกิดกากกัมมันตรังสี แต่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทอเรียม จะทำให้เกิดกากกัมมันตรังสีที่มีอายุที่สั้นกว่า เปรียบเทียบกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใช้ยูเรเนียบหรือพลูโทเนียม เป็นเชื้อเพลิง โดยกากกัมมันตรังสีจะสลายให้ระดับความแรงทางรังสีลดลงจนเหมือนกับขี้เถ้าของถ่านภายในระยะเวลา 500 ปี</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">ทอเรียมสามารถนำมาผลิตพลังงานได้มากกว่ายูเรเนียม โดยเปรียบเทียบในปริมาณที่เท่ากัน โดยปริมาณ ยูเรเนียม 200 ตัน สามารถผลิตพลังงานได้เทียบเท่ากับทอเรียมเพียง </span>หนึ่งตัน <span style="font-weight: 400;">เท่านั้น</span></p>
<p>ก้าวต่อไปของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทอเรียม<span style="font-weight: 400;"><br />
</span>            <span style="font-weight: 400;">แม้ว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบทอเรียมจะเป็นเพียงจุดประสงค์ในขั้นการทดลองในหลาย ๆ เครื่อง และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์กำลังทอเรียมจะยังไม่เป็นความจริง แต่ในหลายประเทศ เช่น รัสเซีย อินเดีย และจีน ก็กำลังให้ความสนใจที่จะใช้ทอเรียม และในระยะอันไม่ไกลในเร็ว ๆ นี้ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทอเรียมจะเป็น แหล่งพลังงานที่ทำงานได้</span><span style="font-weight: 400;"><br />
</span>           <span style="font-weight: 400;">ทำไม่จึงต้องใช้เวลานานมากสำหรับทอเรียม ที่จะมามีบทบาทในวาระของพลังงานนิวเคลียร์ เหตุผลหลัก ที่สำคัญก็คือ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทอเรียม </span>ไม่สามารถที่จะนำมาใช้เพื่อทำระเบิดนิวเคลียร์ได้<span style="font-weight: 400;"> จึงมีการละเลย ไม่สนใจระหว่างที่ดำเนินการโครงการแมนแฮตตัน และในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อื่นที่ตามมาภายหลัง</span></p>
<p>ถอดความเรียบเรียงจาก<span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">http//www.gizmag.com/thorium-nuclear-power/18204/</span></p>
<p>โพสต์เมื่อ<span style="font-weight: 400;"> </span>:<span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-weight: 400;">7 กันยายน 2554</span></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การป้องกันรังสีเมื่อแหล่งกำเนิดรังสีที่อยู่ภายนอกร่างกาย</title>
		<link>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%ab/</link>
					<comments>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%ab/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[wongsathorn]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2021 07:24:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การป้องกันรังสีและ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/tint/?p=1879</guid>

					<description><![CDATA[ดร. อุดร ยังช่วย งานปฏิบัติการความปลอดภัย สถาบันเทคโนโล [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<pre>ดร. อุดร ยังช่วย
งานปฏิบัติการความปลอดภัย
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
การรับรังสีของร่างกายมนุษย์มีสองแบบคือ การรับรังสีจากแหล่งกำเนิดรังสีที่อยู่ภายนอกร่างกาย และการรับรังสีจากแหล่งกำเนิดรังสีที่สะสมอยู่ในร่างกาย ดังนั้น การป้องกันจึงแบ่งออกเป็นสองประเภท คือการป้องกันรังสีเมื่อแหล่งกำเนิดรังสีที่อยู่ภายนอกร่างกาย และการป้องกันรังสีเมื่อแหล่งกำเนิดรังสีสามารถเข้าสู่ร่างกาย
การป้องกันรังสีเมื่อแหล่งกำเนิดรังสีที่อยู่ภายนอกร่างกาย การรับรังสีจากแหล่งกำเนิดรังสีที่อยู่ภายนอกร่างกายส่วนใหญ่ เกิดจากรังสีแกมมา รังสีเอกซ์ รังสีนิวตรอน และรังสีบีตาที่มีพลังงานสูง เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า รังสีบีตาที่มีพลังงานต่ำและรังสีแอลฟา ไม่สามารถผ่านผิวหนังได้นั่นเอง
ปริมาณรังสีที่ร่ายกายได้รับขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

1.อัตราการแผ่รังสีของแหล่งกำเนิดรังสี (Dose rate): ความแรงของรังสีสูง มีผลให้อัตราการแผ่รังสีมีค่าสูงด้วย เราสามารถลดอัตราการแผ่รังสีได้ ด้วยการใช้แหล่งกำเนิดรังสีที่มีความแรงต่ำกว่า หรือการปรับตัวควบคุม ให้รังสีออกมาน้อยลง

2.เวลา (Time): ปริมาณการได้รับรังสีจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นอยู่กับเวลาที่บุคคลปฏิบัติงาน ใกล้กับแหล่งกำเนิดรังสี ทั้งนี้ ปริมาณรังสีแปรผันโดยตรงกับเวลา ดังนั้น ในการปฏิบัติงานกับรังสี ควรจะมีการกำหนดเวลาให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แต่ได้รับรังสีน้อยที่สุด

3.ระยะทาง (Distance): การเพิ่มระยะทาง ระหว่างแหล่งกำเนิดรังสี กับผู้ปฏิบัติงาน สามารถทำให้ปริมาณรังสีที่ได้รับลดลง เป็นสัดส่วนผกผันกับระยะทางยกกำลังสอง ยกตัวอย่างเช่น หากเพิ่มระยะทางสองเท่า ปริมาณรังสีที่ได้รับ จะลดลงสี่เท่า เป็นต้น โดยสามารถเขียนเป็นสมการทางคนิตศาสตร์ได้ ดังนี้


I2/I1 = D12/D22: เรียกว่ากฎกำลังสองผกผัน (Inverse square law)


ตัวอย่าง: ถ้าอัตราการแผ่รังสี 1000 มิลลิเร็มต่อชั่วโมง ที่ระยะ 50 เซนติเมตรจากแหล่งกำเนิดรังสีทรงกลม (point source) สามารถหาอัตราการแผ่รังสีที่ระยะ 200 เซนติเมตร จากแหล่งกำเนิดรังสีได้ดังนี้




I200 ซม/I50 ซม.
=
(50 ซม.)2/(200 ซม.)2
I200 ซม.
=
(1000 มิลลิเร็มต่อชั่วโมง) x (50 ซม.)2/(200 ซม.)2
I200 ซม.
=
62.5 มิลลิเร็มต่อชั่วโมง


4.
แผ่นกำบังรังสี (Shielding): เมื่อนำแหล่งกำเนิดรังสีมาใช้งาน วัสดุกำบังหรือแผ่นกำบังรังสี สามารถลดระดับความแรงรังสีได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสมบัติของวัสดุ และความหนา ที่นำมาทำเป็นแผ่นกำบังรังสี รวมทั้งขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณรังสีด้วย ถ้าเป็นรังสีบีตา ให้กำบังด้วยวัสดุที่มีเลขเชิงอะตอมต่ำ ๆ เช่น อะลูมิเนียม หรือ พลาสติก สำหรับรังสีแกมมา ให้ใช้วัสดุที่มีเลขมวลสูง ๆ เช่น ตะกั่ว เหล็ก และทังสเทน ทั้งนี้ ห้ามใช้ตะกั่ว หรือวัสดุที่มีเลขเชิงอะตอมสูง ๆ กั้นรังสีบีตาที่มีพลังงานสูง (P-32 และ Sr-90) เพราะจะเกิดรังสีเอกซ์จากแผ่นกำบังรังสีนั้น ๆ ที่สามารถทะลุทะลวงได้ไกลกว่ารังสีบีตา

เอกสารอ้างอิง
1. www.cst.cmich.edu/safety/radiation_safety_manual.htm

</pre>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%ab/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การปรับตัวจากการได้รับรังสี</title>
		<link>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/</link>
					<comments>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[wongsathorn]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2021 06:51:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[การป้องกันรังสีและ ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insawasd.com/tint/?p=1844</guid>

					<description><![CDATA[จารุณีย์ ทองผาสุก กลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์สถาบันเทค [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จารุณีย์ ทองผาสุก<br />
กลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)</p>
<p>Paracelsus กล่าวว่า “สารทุกชนิดจะเป็นยาพิษหรือยารักษา ขึ้นกับปริมาณที่ใช้” (All substances are poisons: There is none which is not a poison. The right dose differentiates a poison and a remedy. Paracelsus (1493-1541)) คำกล่าวนี้สามารถนำมาใช้ได้กับรังสีเช่นกัน<br />
โดยทั่วไปเชื่อว่า รังสีมีแต่อันตรายต่อร่างกายมนุษย์ และอันตรายจากรังสีจะเป็นสัดส่วนกับปริมาณรังสี รังสีสูงก่อให้เกิดอันตรายมาก รังสีปริมาณต่ำก่อให้อันตรายน้อย</p>
<p><img loading="lazy" class="size-large wp-image-3640 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-25-1024x512.png" alt="" width="800" height="400" srcset="https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-25-1024x512.png 1024w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-25-300x150.png 300w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-25-768x384.png 768w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-25-1536x768.png 1536w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-25-2048x1024.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาวิจัยในปัจจุบันแสดงว่ารังสีปริมาณต่ำ ๆ (1-50 cGy) นอกจากจะไม่เป็นอันตรายแล้ว ยังอาจเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตด้วย1-5 <img loading="lazy" class="size-large wp-image-3639 aligncenter" src="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-31-1024x512.png" alt="" width="800" height="400" srcset="https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-31-1024x512.png 1024w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-31-300x150.png 300w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-31-768x384.png 768w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-31-1536x768.png 1536w, https://elibrary.tint.or.th/wp-content/uploads/2021/09/Artboard-2-copy-31-2048x1024.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /> พบว่า การได้รับรังสีปริมาณต่ำ ๆ จะทำให้เซลล์ทนต่อรังสีปริมาณสูงในครั้งต่อไปมากกว่าเซลล์ที่ไม่ได้รับรังสีปริมาณต่ำ ๆ มาก่อน6-7 นอกจากนี้ยังพบว่า รังสีเหนี่ยวนำให้เซลล์ผลิตสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น manganese superoxidedismutase8-10 ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้ สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็ง (tumor suppressor gene)11-12 อย่างไรก็ดี ถึงแม้ผลงานวิจัยจำนวนมากจะบ่งว่ารังสีปริมาณน้อย ๆ เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ยังต้องการงานศึกษาวิจัยอีกมาก ก่อนที่จะมีการนำมาใช้ประโยชน์ หรือปรับเปลี่ยนกฎระเบียบทางด้านความปลอดภัยทางรังสี เอกสารอ้างอิง</p>
<table>
<tbody>
<tr>
<td>&nbsp;</p>
<p><b>เอกสารอ้างอิง</b></td>
</tr>
<tr>
<td>
<ol>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Bonner WM. (2003) Low-dose radiation: Thresholds, bystander effects, and adaptive responses. PNAS 100:4973-4975.</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Luckey TD. RADIATION HORMESIS. 8 Aug 2007. http://www.giriweb.com/luckey.htm</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Mortazavi SMJ. An Introduction to Radiation Hormesis. 5 Jul 2007. http://www.angelfire.com/mo/radioadaptive/inthorm.html</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Radiation hormesis after 85 years: Background Radiation is Good for You. 8 Aug 2007. http://www.fortfreedom.org/s10.htm.</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;"><a href="https://insawasd.com/tint/wp-content/uploads/2021/09/การปรับตัวจากการได้รับรังสี.docx.pdf">การปรับตัวจากการได้รับรังสี.docx</a>Radiation hormesis. 8 Aug 2007. http://en.wikipedia.org/wiki/Radiation_hormesis.</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Colette A. Molecular Mechanisms Underlying Cellular Adaptive Response to Low Dose Radiation. 8 Aug 2007. http://www.pnl.gov/biology/programs/cbb/adaptive_response.stm.</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Tucker JD et al. Low-Dose Responses to Ionizing Radiation: Adaptive Responses in Vivo and Gene Expression in Single Cells in Vitro. 8 Aug 2007. http://www.lowdose.energy.gov/2001mtg/abstracts/tucker.htm.</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Poswig A et al. (1999) Adaptive Antioxidant Response of Manganese-Superoxide Dismutase Following Repetitive UVA Irradiation. J Invest Dermatol. 112:13–18.</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Guo G et al. (2003) Manganese superoxide dismutase-mediated gene expression in radiation-induced adaptive response. Mol Cell Biol. 23:2362-2378.</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Li JJ et al. Adaptive Response of Mouse Skin Epithelial Cells to Low Dose Ionizing Radiation: Induction of NF-?B, MnSOD, 14-3-3? and Cyclin B1 5 Jun 2007. http://lowdose.tricity.wsu.edu/investigators/Current%20PIs/LIjj/j_j_li2005abstract.html</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Li JJ et al. (2000) Maspin gene expression in tumor suppression induced by overexpressing manganese-containing superoxide dismutase cDNA in human breast cancer cells. Toxicological Sciences 53:369-376.</span></li>
<li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><span style="font-weight: 400;">Weydert C et al. (2003) Suppression of the malignant phenotype in human pancreatic cancer cells by the overexpression of manganese superoxide dismutase. Mol Cancer Ther. 2:361-9.</span></li>
</ol>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://elibrary.tint.or.th/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
